เคล็ดไม่ลับ การใช้น้ำหอมให้กลิ่นติดนาน

การใช้น้ำหอม หลายๆคนคงอยากจะให้กลิ่นหอมติดตัวนานที่สุด โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิตที่ต้องออกไปพบลูกค้า ก็คงอยากให้กลิ่นหอม หอมนานจะถึงเวลากลับบ้านกันเลยทีเดียว วันนี้ผมมีเคล็ดที่ไม่ลับเอามาฝากให้ลองไปใช้กันดูครับ

ขั้นต้น ต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ก่อนว่า การฉีดน้ำหอม 1 ครั้งไม่ได้หมายถึงน้ำหอมจะติดทนนานไปได้ทั้งวัน เพราะการติดทนนั้นจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆมากมาย รวมถึงระดับของกลิ่นที่มีอยู่ถึง 3 ระดับในน้ำหอม เมื่อเวลาผ่านไปกลิ่นจะค่อยๆจางลง กลิ่นที่เหลืออยู่ก็จะเป็นแค่กลิ่นระดับล่างเท่านั้น ดังที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความก่อนๆ ทางที่ดีควรฉีดเพิ่มเติมในระหว่างวันด้วย อาจจะวันละ 2-3 ครั้งก็ได้ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะเป็นการเติมกลิ่นหอมแล้ว ยังช่วยให้กลิ่นหอมดีขึ้นกว่าการปล่อยให้กลิ่นจางอีกด้วย

การเพิ่มการกระจายกลิ่นหอม แนะนำให้แต้มหรือฉีดน้ำหอมตามจุดชีพจรต่างๆ เช่น ด้านในข้อมือ ข้อศอก ข้อพับ ติ่งหู เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณดังกลาวเป็นจุดไหลเวียนโลหิต ที่มีการหดและขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดความอบอุ่นเป็นพิเศษ และด้วยคุณสมบัติของน้ำหอมที่กระจายตัวได้ดีในอุณหภมิที่อุ่น ทำให้น้ำหอมถูกกระตุ้นให้หอมฟุ้งและในขณะเดียวกันก็เป็นการดูดซับความหอมไว้ ใต้ผิวหนัง เป็นที่มาว่าทำไมกลิ่นหอมจึงติดนานขึ้นนั่นเอง

การฉีดน้ำหอมไม่ควรถูบริเวณที่ฉีดน้ำหอม เพื่อให้ซึมเข้าสู่ผิว เพราะอุณภูมิที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่สม่ำเสมอ และการเสียดสี มีผลโดยตรงต่อการเพี้ยนของกลิ่นน้ำหอม วิธีที่ดีที่สุดคือควรปล่ิอยให้น้ำหอมซึมเข้าสู่ผิวและแห้งเองตามธรรมชาติจะ ดีกว่า

ก่อนฉีดน้ำหอมควรทาครีม หรือ โลชั่น ก่อน เพราะจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ดูดซับน้ำหอมได้ดีกว่าผิวที่แห้ง แต่ควรจะต้องเป็นโลชั่นกลิ่นเดียวกับน้ำหอมนั้น หรืออาจจะเป็น Lotion Base ที่ไม่มีกลิ่นก็ได้

ควรฉีดน้ำหอมหลังจากอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เนื่องจากสิ่งสกปรกอุดตันต่างๆได้ถูกกำจัดออกจากร่างกายและรูขุมขนต่างๆ ทำให้รูขุมขนของเราพร้อมรับน้ำหอมได้เต็มที่ แถมปราศจากสิ่งเจือปนที่ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนของกลิ่นอีกด้วย

ควรฉีดน้ำหอมที่ผิวหนังโดยตรง ไม่ควรฉีดใส่เสื้อผ้า เพราะนอกจากเสื้อผ้าจะเสียแล้ว กลิ่นยังไม่ติดทนและการกระจายของกลิ่นก็ไม่ดีดีด้วย เนื่องจากน้ำหอมเมื่อทำปฏิกิริยากับผิวหนัง ซึ่งมีความร้อนอยู่ในตัวแล้วจะมีการกระจายตัวของกลิ่นเนื่องจากรูขุมขนขับ เหงื่อออกมา และน้ำหอมก้กระจายตัวออกมาพร้อมเหงื่อนั่นเอง

หากต้องการความหอมเพิ่มขึ้น ลองฉีดน้ำหอมใส่ผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชู่แล้วพกไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าหรือ กระเป๋าถือก็ได้ วิธีนี้จะเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของกลิ่น จากเดิมแค่บริเวณร่างกายเป็นบริเวณใกล้เคียงได้ด้วย

**รู้ไว้ใช่ว่า**

น้ำหอม จะระเหยได้ดีบนผิวเนื้อที่อุ่นและมีการหมุนเวียนโลหิตดี ดังนั้นจุดที่จะช่วยเร่งให้ น้ำหอม ส่งกลิ่นหอมได้มากและได้นานก็คือบรรดาจุดชีพจรของเรานี่เอง เพราะในทุกจังหวะที่ชีพจรเต้นก็จะทำหน้าที่ทางอ้อมช่วยกระตุ้นให้กลิ่นหอม กระจายออกมาอย่างเป็นจังหวะต่อเนื่อง ฉะนั้น จึงควรฉีด น้ำหอม ตามจุดชีพจร เช่น ด้านในข้อมือ ข้อศอก ข้อพับ ใต้ติ่งหู
น้ำหอม ส่วนใหญ่มักจะคงอยู่ได้นานกว่าผิวแห้ง หากต้องการให้กลิ่นหอมติดทนนานบนผิวกายควรฉีดพรม น้ำหอม หลังทาโลชั่นบำรุงผิว แต่ไม่ว่าอย่างไรการฉีด น้ำหอม เพียงครั้งเดียวก็ไม่สามารถทำให้กลิ่นอยู่ได้นานตลอดวัน ดังนั้น หากต้องการให้กลิ่นหอมอยู่ทนบนผิวกายตลอดวันควรฉีด น้ำหอม วันละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย
จุดสำคัญในร่างกายที่ควรได้รับการฉีดพรมด้วย น้ำหอม มีดังนี้ ขมับทั้ง 2 ข้าง บริเวณร่องอก ข้อพับแขน ข้อมือ ข้อพับขา ด้านหน้าของตาตุ่ม และกระดูกหน้าขา
นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นๆอีก เช่น
– ฉีดน้ำหอมในอากาศแล้วเดินผ่าน
– ฉีดสเปรย์ลงบนเส้นผม เพราะเส้นผมสามารถเก็บกลิ่นไว้ได้นานกว่าเนื่องจากเส้นผมเต็มไปด้วยโพรงเล็ก ๆ ที่กลิ่นสามารแทรกซึมผ่านได้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้นวิธีนี้ยังช่วยให้กลิ่นหอมนุ่มนวลยิ่งขึ้น เนื่องจากโมเลกุลของน้ำหอมจะถูกปล่อยออกมาในอากาศเวลาที่เส้นผมเคลื่อนไหวไป มา
– เรายังสามารถเพิ่มระดับความหอมได้อีกหลายๆ ชั้นด้วยผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่น คือวิธีที่จะทำให้กลิ่นหอมติดทนนานตลอดทั้งวัน เริ่มจากการใช้เครื่องอาบน้ำที่มีกลิ่นน้ำหอมอาบน้ำ ตามด้วยบอดี้ครีม กลิ่นเดียวกัน จากนั้นจึงฉีดสเปรย์น้ำหอมในขั้นตอนสุดท้ายโดยหลีกเลี่ยงการฉีดสเปรย์บน เครื่องประดับ
– นอกจากการฉีดน้ำหอมตามจุดชีพจรต่างๆ เช่น ข้อมือ และหลังใบหู ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าจะช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนานยิ่งขึ้น แต่ยังมีอีกหลายจุดที่ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมได้อีกเช่นกัน ได้แก่ หลังคอ บนเสื้อเปิดไหล่ เส้นผม หรือแม้กระทั่ง ข้อพับหลังหัวเข่า
– นอกจากนั้นยังมีเรื่องของปัจจัยจากสีผิว ซึ่งปริมาณน้ำมันตามธรรมชาติบนผิวของแต่ละคนมีผลต่อลักษณะของกลิ่นและความ คิดทนของน้ำหอม โดยทั่วไปคนผิวขาวและค่อนข้างแห้งจะมีปริมาณน้ำมันน้อยทำให้กลิ่นติดไม่ดี เท่ากับ คนผิวคล้ำและมีความมันมากกว่า
– ผิวยังมีผลมาจากสิ่งที่กินเข้าไป ซึ่งกลิ่นกระเทียมหรือปลาในอาหาร จะส่งผลต่อกลิ่นน้ำหอมที่ใช้ในวันรุ่งขึ้นอีกด้วย
– รวมถึงสภาพอากาศที่จะช่วยให้กลิ่นน้ำหอมเข้มข้นขึ้นหากมีอากาศที่อบอุ่น เช่น เวลาที่สวมใส่เสื้อสเวตเตอร์หรือเวลาที่ร่างกายอยู่ในภาวะตื่นตัว ความร้อนในร่างกายจะเร่งปฏิกิริยาการแพร่กระจายของกลิ่นน้ำหอมให้ออกมามาก ขึ้นกว่าปกติ
– สุดท้ายการเก็บรักษาน้ำหอมในที่เย็น ห่างไกลจากแสงแดด และอุณหภูมิร้อนจัด ปิดฝาให้สนิททุกครั้งเพื่อป้องกันการเปลี่ยนกลิ่นของน้ำหอม

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on tumblr
Share on whatsapp
Share on email
Share on reddit
Share on print

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Previous
Next
B&C DUPE REVIEW น้ำหอมตัวไหนใช้แทนกันได้บ้าง?? – Issey Miyaké L’Eau d’Issey EDT

กลับมาพบกันอีกครั้งกับ DUPE REVIEW น้ำหอมที่กลิ่นคล้ายกันจนสามารถใช้แทนกันได้ ด้วยการคัดเลือกและหาข้อมูล จนวันนี้ก็มาถึงคิวของน้ำหอมยอดนิยมอีกกลิ่นของสาวไทย นั่นคือ Issey Miyaké L’Eau

Read More »
B&C DUPE REVIEW น้ำหอมตัวไหนใช้แทนกันได้บ้าง?? – CHANEL COCO MADEMOISELLE

กลับมาพบกันอีกครั้ง สำหรับการแนะนำน้ำหอมที่สามารถใช้แทนกันได้ รีวิวในครั้งนี้ก็มาถึงคิวของน้ำหอมที่ติดอันดับยอดนิยมเป็นอันดับต้นๆ ที่ครองใจคุณสาวๆค่อนโลก  นั่นก็คือ  CHANEL COCO MADEMOISELLEEDP 100 ml.

Read More »
รีวิวน้ำหอม SIAM 1928 – น้ำปรุงสยาม กลิ่นจรุงจิต หอมจรุงใจ

สวัสดีครับ วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดีหลังจากที่ห่างหายไปนานกับรีวิว B&C COSMATE ได้พบกับน้ำหอมแบรนด์ไทยจ๋า นามว่า SIAM 1928 หรือ เรียกแบบไทยๆว่า

Read More »

SUBSCRIBE NOW

Subscribe for news update and be the first one to get news items update